อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ (๔) และมาตรา ๒๓
(๔) (ด) และด้วยความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษแห่งสภาเภสัชกรรม
ตามมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๗ สภาเภสัชกรรม
จึงออกข้อบังคับสภาเภสัชกรรม ว่าด้วย การรับรองหลักสูตรการฝึกอบรมเป็นผู้ชำนาญการในสาขาต่างๆ
ของวิชาชีพเภสัชกรรม ไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า "ข้อบังคับสภาเภสัชกรรม
ว่าด้วย การรับรองหลักสูตรการฝึกอบรมเป็นผู้ชำนาญการในสาขาต่างๆ
ของวิชาชีพเภสัชกรรมของสถาบันที่ทำการฝึกอบรมเป็นผู้ชำนาญการในสาขาต่างๆ
ของวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๔๓"
ข้อ ๒ ในข้อบังคับนี้
หลักสูตร หมายถึง หลักสูตรการฝึกอบรมเป็นผู้ชำนาญการในสาขาต่างๆ
ของวิชา ชีพเภสัชกรรม
คณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบ หมายถึง คณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบความรู้
ตามข้อบังคับสภาเภสัชกรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์การออกหนังสือ อนุมัติบัตรและวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบ
วิชาชีพเภสัชกรรมสาขาต่างๆ
สถาบัน หมายถึง สถาบันที่ทำการฝึกอบรมเป็นผู้ชำนาญการในสาขาต่างๆ
ของวิชาชีพเภสัชกรรมและได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรม
สถาบันหลัก หมายถึง สถาบันหลักตามข้อบังคับสภาเภสัชกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์
การออกหนังสืออนุมัติบัตรและวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญ
ในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมสาขาต่างๆ
สถาบันสมทบ หมายถึง สถาบันสมทบตามข้อบังคับสภาเภสัชกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์
การออกหนังสืออนุมัติบัตรและวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญ
ในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมสาขาต่างๆ
ข้อ ๓ หลักสูตรที่จะได้รับการรับรองตามข้อบังคับนี้
ต้องมีสาระเกี่ยวกับ สาขาของวิชาชีพเภสัชกรรม คุณสมบัติของผู้เข้ารับการฝึกอบรม
และข้อกำหนดอื่นที่เกี่ยวข้องตามข้อบังคับสภาเภสัชกรรม และต้องมีลักษณะเพิ่มเติม
ดังนี้
(๑) มีระยะเวลาของหลักสูตร ๔ ปี โดยให้คำนวณระยะเวลาของหลักสูตร
๑ ปี เท่ากับ ๓๐ สัปดาห์ และ ๑ สัปดาห์มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า
๕ วัน หรือ ไม่น้อยกว่า ๓๐ ชั่วโมง
(๒) มีหน่วยกิตของหลักสูตรไม่น้อยกว่า ๑๒๐ หน่วยกิต
(๓) มีโครงสร้างหลักสูตรที่ประกอบด้วย ภาคทฤษฎี ไม่น้อยกว่า
๑๐ หน่วยกิต และภาคปฏิบัติ ไม่น้อยกว่า ๖ หน่วยกิต และภาคฝึกปฏิบัติวิชาชีพรวมแล้วไม่น้อยกว่า
๑๑๐ หน่วยกิต
โครงสร้างรายละเอียดหลักสูตรแต่ละสาขา ให้เป็นไปตามประกาศสภาเภสัชกรรม
(๑) สถาบันหลัก สถาบันสมทบ และสถานฝึกปฏิบัติวิชาชีพตามหลักสูตร
จะต้องได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรม
(๒) กิจกรรมการฝึกปฏิบัติวิชาชีพ ได้แก่การปฏิบัติงานตามลักษณะของสาขาของหลักสูตร
และครอบคลุมกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่
การสัมมนา หรือ Journal Club การนำเสนอกรณีศึกษา การบริการทางวิชาชีพ
การจัดทำโครงงานวิชาชีพ การสอนและดูแลการฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษาและเภสัชกร
การจัดโครงการวิจัยและพัฒนา การตีพิมพ์หรือเผยแพร่ผลงาน การรายงานผลการปฏิบัติงาน
หรือกิจกรรมอื่นที่เสริมประสบการณ์และทักษะ
(๓) การสอนและหรือการฝึกปฏิบัติตามหลักสูตร จะต้องสอนโดยและหรืออยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
ซี่งมีคุณสมบัติตามที่กำหนดในข้อ ๔
(๔) หลักสูตรต้องกำหนดวิธีการประเมินผลที่ชัดเจน และเมื่อผ่านการฝึกอบรมครบถ้วนตามที่หลักสูตรกำหนดแล้ว
จะต้องผ่านการประเมินตามที่สภาเภสัชกรรมกำหนด
ข้อ ๔ ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมที่เป็นผู้สอน
หรือ ควบคุมการฝึกปฏิบัติวิชาชีพตามหลักสูตรต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใดดังนี้
(๑) ได้รับวุฒิบัตรในสาขาเภสัชกรรมหรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรจากสถาบันที่สภาเภสัชกรรมรับรอง
(๒) ได้รับอนุมัติบัตรในสาขาที่เกี่ยวข้องจากสภาเภสัชกรรม
ข้อ ๕ ในการพิจารณารับรองหลักสูตร ให้สถาบันหลักที่ประสงค์จะทำการฝึกอบรมตามหลักสูตรเสนอหลักสูตรมายังสภาเภสัชกรรม
และให้สภาเภสัชกรรมแจ้งไปยังประธานคณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบ
เพื่อพิจารณาและเสนอผลการพิจารณามายังคณะกรรมการสภาเภสัชกรรม
ทั้งนี้ให้คณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบ ทำการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน
๖ เดือน นับแต่วันที่ประธานได้รับเรื่อง
แบบและหัวข้อของหลักสูตรที่เสนอให้เป็นไปตามที่คณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบกำหนด
ให้คณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับสภาเภสัชกรรมในส่วนที่เกี่ยวข้อง
และให้พิจารณาคุณสมบัติของผู้สอนและหรือผู้ควบคุมการฝึกปฏิบัติวิชาฃีพ
ตลอดจนความพร้อมของสถาบันหลักและสถาบันสมทบด้วย
ในการดำเนินการของคณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบ
ให้คณะอนุกรรมการ กำหนดรายละเอียดและแนวปฏิบัติเพิ่มเติมได้โดยจัดทำเป็นประกาศของคณะอนุกรรมการ
ข้อ ๖ สถาบันใดจะเปิดหลักสูตรได้ นอกจากหลักสูตรนั้นได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรมแล้ว
และสภาเภสัชกรรมจะต้องรับรองวิทยฐานะของสถาบัน ที่จะทำการฝึกอบรมนั้นด้วย
ข้อ ๗ เมื่อสภาเภสัชกรรม ให้การรับรองหลักสูตรใดแล้ว
หากหลักสูตรนั้นมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง ในสาระสำคัญตามที่คณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบกำหนด
ให้สถาบันหลักนำเสนอหลักสูตรนั้นต่อสภาเภสัชกรรมเพื่อให้การรับรองก่อน
ข้อ ๘ ในกรณีที่มีปัญหาในการตีความหรือการปฏิบัติตามข้อบังคับนี้
ให้คณะกรรมการสภาเภสัชกรรมเป็นผู้วินิจฉัย และให้มีอำนาจในการออกประกาศหรือกำหนดหลักเกณฑ์
เพื่อดำเนินการตามข้อบังคับนี้
ให้ข้อบังคับนี้มีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา