เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
ให้มีความรู้และความสามารถในการประกอบวิชาชีพที่ทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานของวิชาชีพ
อันจะเป็นหลักประกันและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการวิชาชีพต่อผู้รับบริการ
สภาเภสัชกรรมจึงเห็นควรให้มีการจัดระบบการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ (๑) และ ๒๓(๔) (ด)
แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๗ คณะกรรมการสภาเภสัชกรรม
โดยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษ จึงออกข้อบังคับสภาเภสัชกรรม
ว่าด้วย การจัดการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมไว้
ดังนี้
ข้อ ๑. ข้อบังคับนี้เรียกว่า "ข้อบังคับสภาเภสัชกรรม
ว่าด้วย การจัดการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
พ.ศ.๒๕๔๕ "
ข้อ ๒. ข้อบังคับนี้ ให้ใช้บังคับนับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป
ข้อ ๓. ในข้อบังคับนี้
ผู้ประกอบวิชาชีพ หมายถึง ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
บทความวิชาการ หมายถึง บทความทางวิชาการเพื่อการศึกษาต่อเนื่องที่เรียบเรียง
แปลหรือแต่งขึ้น
ประชุมวิชาการ หมายถึง การประชุม การสัมมนา การฝึกอบรม การประชุมเชิงปฏิบัติการ
หรือกิจกรรมที่ใช้ชื่ออย่างอื่นซึ่งมีลักษณะเป็นการประชุมวิชาการ
ผู้จัดการประชุมวิชาการ หมายถึง นิติบุคคลหรือองค์กรที่เป็นผู้รับผิดชอบจัดการประชุม
รวมทั้งผู้ที่ได้รับมอบหมาย
ข้อ ๔. ให้นายกสภาเภสัชกรรมเป็นผู้รักษาการตามข้อบังคับนี้และมีอำนาจออกระเบียบและประกาศเพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ได้
ในกรณีที่มีปัญหาในการตีความ หรือมีกรณีที่มิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้
หรือในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ ให้นายกสภาเภสัชกรรม
โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสภาเภสัชกรรมเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดและถือเป็นที่สิ้นสุด
หมวดที่ ๑
บททั่วไป
ข้อ ๕. การจัดการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพ
มีวัตถุประสงค์เพื่อ
(๑) เสริมความรู้และวิทยาการใหม่ๆที่เกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพ
เพื่อเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบวิชาชีพในการให้บริการแก่ผู้รับบริการ
(๒) เสริมทักษะและประสบการณ์ในการปฏิบัติวิชาชีพในด้านต่าง
ๆ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในการประกอบวิชาชีพ
(๓) ยกระดับและพัฒนาการประกอบวิชาชีพให้ก้าวหน้า และเป็นประโยชน์ต่อผู้รับบริการ
(๔) การอื่นๆ ตามมติของคณะกรรมการสภาเภสัชกรรม โดยออกเป็นข้อบังคับของสภาเภสัชกรรม
ข้อ ๖. รูปแบบการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพ
อาจจัดการได้ตามรูปแบบต่างๆ ดังนี้
(๑) การศึกษาด้วยตนเอง เป็นรูปแบบซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพศึกษาจากบทความวิชาการที่สภาเภสัชกรรมให้การรับรองไว้แล้ว
หรือ ที่สภาเภสัชกรรมจะให้การรับรองในภายหลังตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับนี้
(๒) การเข้าร่วมประชุมวิชาการ เป็นรูปแบบซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพเข้าร่วมการประชุมวิชาการที่สภาเภสัชกรรมให้การรับรองไว้แล้ว
หรือที่สภาเภสัชกรรมจะให้การรับรองในภายหลัง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับนี้
(๓) รูปแบบอื่นๆ ตามที่สภาเภสัชกรรมกำหนด
ข้อ ๗. การจัดการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพ
อาจจัดโดยสภาเภสัชกรรมหรือโดยสถาบันหลักหรือสถาบันสมทบ ซึ่งได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรม
หมวดที่ ๒
การรับรองสถาบันหลักและสถาบันสมทบ
ข้อ ๘. หน่วยงานที่จะได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรมให้จัดการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตามข้อบังคับนี้ต้องมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งดังนี้
(๑) เป็นสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา เช่น คณะเภสัชศาสตร์
(๒) เป็นโรงพยาบาลระดับโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ของกระทรวงสาธารณสุขหรือ
โรงพยาบาลหลักของส่วนราชการอื่นๆ
(๓) เป็นสมาคมวิชาชีพ
(๔) องค์กรวิชาชีพ โรงพยาบาล หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่มีลักษณะไม่เข้าข่าย
(๑) (๒) และ (๓) แต่มีศักยภาพในการจัดการศึกษาต่อเนื่อง ตามข้อ
๑๐
ข้อ ๙. สถาบันหลัก นอกจากจะต้องมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งตามข้อ
๘ แล้วจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
(๑) มีหน่วยงาน ฝ่าย หรือคณะกรรมการที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการศึกษาต่อเนื่อง
(๒) มีระบบสารสนเทศที่พร้อมให้การสนับสนุนการจัดการศึกษาต่อเนื่องตามที่สภาเภสัชกรรมกำหนด
(๓) มีศักยภาพในการจัดการศึกษาต่อเนื่องตามที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด
(๔) มีศักยภาพในการสนับสนุนการจัดกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องของสถาบันสมทบ
ข้อ ๑๐. สถาบันหลักจะต้องได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรม
และมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) รับรอง เพิกถอน หน่วยงานอื่นเป็นสถาบันสมทบ
(๒) ออกหนังสือรับรองการได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องของสถาบันหลักและสถาบันสมทบแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นรายบุคคล
(๓) ออกหนังสือรับรองการได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพที่ยื่นขอรับรองกิจกรรมและกำหนดหน่วยกิตการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องอื่นๆ
ด้วยตนเอง
(๔) เป็นแหล่งผลิตกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่อง โดยมีการประเมินคุณภาพเชิงวิชาการจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกครั้ง
เพื่อให้กิจกรรมที่จัดขึ้นมีมาตรฐาน
(๕) รับผิดชอบในการจัดทำระบบการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องตามที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด
(๖) บันทึกข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องโดยเคร่งครัดและถูกต้อง
และบันทึกข้อมูลรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องและจำนวนหน่วยกิตที่ได้รับ
(๗) ส่งรายงานกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องและข้อมูลตาม (๕) และ
(๖) แก่สภาเภสัชกรรมทุกปี
(๘) ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาสถาบันสมทบ รวมทั้งประเมินสถาบันสมทบเป็นระยะๆ
หลังการรับรองเพื่อให้กิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องที่จัดขึ้นมีมาตรฐาน
(๙) หน้าที่อื่นๆ ตามที่คณะกรรมการสภาเภสัชกรรมมอบหมาย
ข้อ ๑๑. สถาบันสมทบ นอกจากจะต้องมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งตามข้อ
๘ แล้วจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
(๑) มีศักยภาพในการจัดการศึกษาต่อเนื่องในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง
(๒) เป็นสถาบันสมทบของสถาบันหลักใดเพียงสถาบันเดียว
ข้อ ๑๒. สถาบันสมทบมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) จัดกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องทุกปี อย่างน้อยปีละ
๑ ครั้ง
(๒) บันทึกข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องโดยเคร่งครัดและถูกต้อง
และบันทึกข้อมูลรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องและจำนวนหน่วยกิตที่ได้รับ
(๓) ส่งรายงานกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องและข้อมูลตาม (๒) แก่สถาบันหลักทุกปี
ข้อ ๑๓. สถาบันหรือหน่วยงานที่ไม่เข้าข่ายตามข้อ๙
ข้อ๑๐ ข้อ๑๑ และข้อ๑๒ แต่ประสงค์จะจัดกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่อง
สามารถยื่นคำขอต่อสภาเภสัชกรรมหรือสถาบันหลักเพื่อให้การรับรองกิจกรรมและกำหนดหน่วยกิตเป็นครั้ง
ๆ ไป
ข้อ ๑๔. สถาบันหรือหน่วยงานตามข้อ ๑๓ เมื่อได้มีการจัดกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องแล้ว
ต้องมีหน้าที่ดังนี้
(๑) บันทึกข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องโดยเคร่งครัดและถูกต้อง
และบันทึกข้อมูลรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องและจำนวนหน่วยกิตที่ได้รับ
(๒) ส่งรายงานกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องและข้อมูลตาม (๑) แก่สภาเภสัชกรรมหรือสถาบันหลักที่ให้การรับรอง
ข้อ ๑๕. หลักเกณฑ์วิธีการในการยื่นคำขอต่อสภาเภสัชกรรม
เพื่อเป็นสถาบันหลัก สถาบันสมทบ หรือการขอจัดกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องตามข้อ
๑๓ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด
ข้อ ๑๖. สถาบันหลักที่ได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรมแล้ว
จะมีอายุการรับรอง ๕ ปี และสภาเภสัชกรรมมีสิทธิออกประกาศเพิกถอนการรับรองได้
หากสถาบันหลักไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด
ข้อ ๑๗. สถาบันสมทบมีอายุการรับรองตลอดตามที่สถาบันหลักยังได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรมอยู่
เว้นแต่จะพ้นสภาพตามข้อ ๓๓
ข้อ ๑๘. สถาบันสมทบที่สถาบันหลักถูกเพิกถอนโดยสภาเภสัชกรรม
ให้สถาบันสมทบดังกล่าวสมัครเข้าร่วมกับสถาบันหลักอื่น ภายในระยะเวลา
๑ ปี นับจากวันที่สภาเภสัชกรรมออกประกาศเพิกถอนสถาบันหลัก โดยถือว่าการดำเนินกิจกรรมใดๆของสถาบันสมทบในระยะเวลาดังกล่าว
ได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรม
หมวดที่ ๓
การรับรองและกำหนดหน่วยกิตของการศึกษาต่อเนื่อง สำหรับการศึกษาด้วยตนเอง
ข้อ ๑๙. ผู้ศึกษาบทความทางวิชาการด้วยตนเองในบทความทางวิชาการที่จัดทำขึ้นโดยสถาบันหลักและสถาบันสมทบ
ให้สถาบันหลักเป็นผู้รับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องตามที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด
ข้อ ๒๐. ผู้ศึกษาบทความทางวิชาการด้วยตนเองในบทความทางวิชาการที่ยังไม่ได้รับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากสภาเภสัชกรรมแต่ได้รับการรับรองหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากองค์การอื่นแล้ว
ให้ยื่นขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องต่อสถาบันหลัก
ข้อ ๒๑. บทความทางวิชาการ ตามข้อ ๒๐ ที่จะนำมาขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง
ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องทำการศึกษาด้วยตนเองก่อนวันหมดอายุของบทความนั้น
ข้อ ๒๒. เอกสารที่ต้องส่งเพื่อขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องสำหรับบทความทางวิชาการตามข้อ
๒๐ มีดังนี้
(๑) บทความทางวิชาการที่มีการเผยแพร่ ฉบับเต็ม
(๒) คำถามของบทความ
(๓) เอกสารรับรองการได้หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากองค์การนั้นๆ
(๔) เอกสารอื่น ตามที่สภาเภสัชกรรมกำหนด
ข้อ ๒๓. การพิจารณารับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องของบทความทางวิชาการนั้น
ให้พิจารณาตามแนวทางดังนี้
(๑) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องหรือส่งเสริม สนับสนุน
พัฒนาการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ตามความหมายในมาตรา ๔ ของ
พ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๗ หรือเกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพ
หรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับระบบสาธารณสุข
(๒) ความทันสมัยของเนื้อหา
(๓) มีการอ้างเอกสารอ้างอิงในเนื้อหาชัดเจน พร้อมรายการเอกสารอ้างอิงท้ายบทความ
(๔) ความครอบคลุมและความต่อเนื่องของเนื้อหา
ในกรณีที่บทความทางวิชาการมีลักษณะตามเกณฑ์ข้างต้น ให้พิจารณากำหนดจำนวนหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องที่คำนวณได้ตามสูตรคำนวณที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด
หมวดที่ ๔
การรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องของการเข้าประชุมวิชาการ
ข้อ ๒๔. ผู้เข้าประชุมวิชาการในการประชุมวิชาการที่จัดขึ้นโดยสถาบันหลักและสถาบันสมทบ
ให้สถาบันหลักเป็นผู้รับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องตามที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด
ข้อ ๒๕. ผู้เข้าประชุมวิชาการ ในการประชุมที่ไม่ได้ขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากสถาบันหลักว่าเป็นการประชุมที่ได้หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง
ให้ยื่นขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องต่อสถาบันหลักโดยยื่นคำขอต่อสถาบันหลักภายใน
๑๘๐ วัน นับแต่วันสิ้นสุดการประชุม
ข้อ ๒๖. เอกสารที่ต้องส่งเพื่อขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องสำหรับการประชุมวิชาการตามข้อ
๒๕ มีดังนี้
(๑) กำหนดการและรายละเอียดของการประชุม
(๒) หลักฐานการเข้าประชุม
(๓) เอกสารหรือหลักฐานอื่น เช่น เอกสารประกอบการประชุม ตามที่สภาเภสัชกรรมกำหนด
ข้อ ๒๗. การพิจารณารับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องของการประชุมวิชาการนั้น
ให้พิจารณาตามแนวทางดังนี้
(๑) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องหรือส่งเสริม สนับสนุน
พัฒนาการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ตามความหมายในมาตรา ๔ ของ
พ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.๒๕๓๗ หรือเกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพ
หรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับระบบสาธารณสุข
(๒) ความทันสมัยของหัวข้อประชุม
(๓) ความครอบคลุมและความต่อเนื่อง
(๔) วิทยากรมีความรู้ความสามารถเชิงวิชาการในหัวข้อที่บรรยาย
(๕) เวลาที่ใช้มีความเหมาะสมกับหัวข้อและเนื้อหา
หมวดที่ ๕
การกำหนดจำนวนหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง
ข้อ ๒๘. บทความทางวิชาการที่ได้รับการรับรองให้กำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องได้
ให้กำหนดจำนวน หน่วยกิตได้ระหว่าง ๑-๔ หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องต่อหนึ่งบทความ
ทั้งนี้ให้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการที่สภาเภสัชกรรม ประกาศกำหนด
ข้อ ๒๙. การเข้าประชุมวิชาการนั้น กำหนดให้ชั่วโมงบรรยาย
๑ ชั่วโมง เทียบเท่า ๑ หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง และการฝึกปฏิบัติ
๑ ชั่วโมง เทียบเท่า ๐.๒๕ หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง
ข้อ ๓๐. การอื่นๆ ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนดเพิ่มเติม
หมวดที่ ๖
กระบวนการได้มาซึ่งหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องของผู้ประกอบวิชาชีพ
ข้อ ๓๑. หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องอาจได้มาโดยการศึกษาด้วยตนเองตามวิธีการดังนี้
(๑) การที่ผู้ประกอบวิชาชีพศึกษาบทความทางวิชาการที่สถาบันหลักให้การรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องแล้ว
โดยต้องตอบคำถามท้ายบทความให้ถูกต้องอย่างน้อยร้อยละ ๗๐ จึงจะได้รับเอกสารรับรองการได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน
(๒) การที่ผู้ประกอบวิชาชีพศึกษาบทความทางวิชาการที่ได้รับการรับรองหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากองค์การอื่นแล้ว
แต่ไม่ได้ขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากสถาบันหลักไว้
ให้ผู้ประกอบวิชาชีพยื่นขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากสถาบันหลักได้ในภายหลัง
ข้อ ๓๒. หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง อาจได้มาโดยการเข้าประชุมวิชาการตามวิธีการดังนี้
(๑) การที่ผู้ประกอบวิชาชีพ เข้าประชุมวิชาการที่สถาบันหลักให้การรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องไว้แล้ว
ผู้ประกอบวิชาชีพจะได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องเมื่อเข้าร่วมประชุมครบตามเกณฑ์ที่สถาบันหลักกำหนดและได้รับเอกสารรับรองการได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากผู้จัดประชุมและเก็บเอกสารรับรองการได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องไว้เป็นหลักฐาน
(๒) การที่ผู้ประกอบวิชาชีพเข้าประชุมวิชาการที่ไม่ได้ขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากสถาบันหลัก
ให้ผู้ประกอบวิชาชีพยื่นขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากสถาบันหลักได้ในภายหลัง
หมวดที่ ๗
การพ้นสภาพจากการเป็นสถาบันหลักและสภาบันสมทบ
ข้อ ๓๓. สถาบันหลักและสถาบันสมทบ จะพ้นจากการเป็นสถาบันหลักและสถาบันสมทบในกรณี
(๑) เมื่อพ้นอายุการรับรอง ๕ ปีและไม่ยื่นขอรับการรับรองต่อ
(๒) มีประกาศเพิกถอนการเป็นสถาบันหลักหรือสถาบันสมทบ
(๓) มีหนังสือลาออกจากการเป็นสถาบันหลักหรือสถาบันสมทบ
|
ประกาศ ณ วันที่
ลงชื่อ
(นางธิดา นิงสานนท์)
นายกสภาเภสัชกรรม
|
* หมายเหตุ : ท่านสามารถ download ข้อความนี้ในรูปแบบไฟล์
MS Words ได้ที่ [Click Here]