ข้อบังคับสภาเภสัชกรรม
ว่าด้วย การจัดการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
พ.ศ. ๒๕๔๕

เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ให้มีความรู้และความสามารถในการประกอบวิชาชีพที่ทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานของวิชาชีพ อันจะเป็นหลักประกันและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการวิชาชีพต่อผู้รับบริการ สภาเภสัชกรรมจึงเห็นควรให้มีการจัดระบบการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ (๑) และ ๒๓(๔) (ด) แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๗ คณะกรรมการสภาเภสัชกรรม โดยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษ จึงออกข้อบังคับสภาเภสัชกรรม ว่าด้วย การจัดการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมไว้ ดังนี้

ข้อ ๑. ข้อบังคับนี้เรียกว่า "ข้อบังคับสภาเภสัชกรรม ว่าด้วย การจัดการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.๒๕๔๕ "

ข้อ ๒. ข้อบังคับนี้ ให้ใช้บังคับนับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ข้อ ๓. ในข้อบังคับนี้

ผู้ประกอบวิชาชีพ หมายถึง ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
บทความวิชาการ หมายถึง บทความทางวิชาการเพื่อการศึกษาต่อเนื่องที่เรียบเรียง แปลหรือแต่งขึ้น
ประชุมวิชาการ หมายถึง การประชุม การสัมมนา การฝึกอบรม การประชุมเชิงปฏิบัติการ หรือกิจกรรมที่ใช้ชื่ออย่างอื่นซึ่งมีลักษณะเป็นการประชุมวิชาการ
ผู้จัดการประชุมวิชาการ หมายถึง นิติบุคคลหรือองค์กรที่เป็นผู้รับผิดชอบจัดการประชุม รวมทั้งผู้ที่ได้รับมอบหมาย

ข้อ ๔. ให้นายกสภาเภสัชกรรมเป็นผู้รักษาการตามข้อบังคับนี้และมีอำนาจออกระเบียบและประกาศเพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ได้

ในกรณีที่มีปัญหาในการตีความ หรือมีกรณีที่มิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้ หรือในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ ให้นายกสภาเภสัชกรรม โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสภาเภสัชกรรมเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดและถือเป็นที่สิ้นสุด

หมวดที่ ๑
บททั่วไป

ข้อ ๕. การจัดการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ

(๑) เสริมความรู้และวิทยาการใหม่ๆที่เกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพ เพื่อเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบวิชาชีพในการให้บริการแก่ผู้รับบริการ
(๒) เสริมทักษะและประสบการณ์ในการปฏิบัติวิชาชีพในด้านต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในการประกอบวิชาชีพ
(๓) ยกระดับและพัฒนาการประกอบวิชาชีพให้ก้าวหน้า และเป็นประโยชน์ต่อผู้รับบริการ
(๔) การอื่นๆ ตามมติของคณะกรรมการสภาเภสัชกรรม โดยออกเป็นข้อบังคับของสภาเภสัชกรรม

ข้อ ๖. รูปแบบการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพ อาจจัดการได้ตามรูปแบบต่างๆ ดังนี้

(๑) การศึกษาด้วยตนเอง เป็นรูปแบบซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพศึกษาจากบทความวิชาการที่สภาเภสัชกรรมให้การรับรองไว้แล้ว หรือ ที่สภาเภสัชกรรมจะให้การรับรองในภายหลังตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับนี้
(๒) การเข้าร่วมประชุมวิชาการ เป็นรูปแบบซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพเข้าร่วมการประชุมวิชาการที่สภาเภสัชกรรมให้การรับรองไว้แล้ว หรือที่สภาเภสัชกรรมจะให้การรับรองในภายหลัง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับนี้
(๓) รูปแบบอื่นๆ ตามที่สภาเภสัชกรรมกำหนด

ข้อ ๗. การจัดการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพ อาจจัดโดยสภาเภสัชกรรมหรือโดยสถาบันหลักหรือสถาบันสมทบ ซึ่งได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรม

หมวดที่ ๒
การรับรองสถาบันหลักและสถาบันสมทบ

ข้อ ๘. หน่วยงานที่จะได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรมให้จัดการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตามข้อบังคับนี้ต้องมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งดังนี้

(๑) เป็นสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา เช่น คณะเภสัชศาสตร์
(๒) เป็นโรงพยาบาลระดับโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ของกระทรวงสาธารณสุขหรือ
โรงพยาบาลหลักของส่วนราชการอื่นๆ
(๓) เป็นสมาคมวิชาชีพ
(๔) องค์กรวิชาชีพ โรงพยาบาล หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่มีลักษณะไม่เข้าข่าย (๑) (๒) และ (๓) แต่มีศักยภาพในการจัดการศึกษาต่อเนื่อง ตามข้อ ๑๐

ข้อ ๙. สถาบันหลัก นอกจากจะต้องมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งตามข้อ ๘ แล้วจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

(๑) มีหน่วยงาน ฝ่าย หรือคณะกรรมการที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการศึกษาต่อเนื่อง
(๒) มีระบบสารสนเทศที่พร้อมให้การสนับสนุนการจัดการศึกษาต่อเนื่องตามที่สภาเภสัชกรรมกำหนด
(๓) มีศักยภาพในการจัดการศึกษาต่อเนื่องตามที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด
(๔) มีศักยภาพในการสนับสนุนการจัดกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องของสถาบันสมทบ

ข้อ ๑๐. สถาบันหลักจะต้องได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรม และมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) รับรอง เพิกถอน หน่วยงานอื่นเป็นสถาบันสมทบ
(๒) ออกหนังสือรับรองการได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องของสถาบันหลักและสถาบันสมทบแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นรายบุคคล
(๓) ออกหนังสือรับรองการได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพที่ยื่นขอรับรองกิจกรรมและกำหนดหน่วยกิตการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องอื่นๆ ด้วยตนเอง
(๔) เป็นแหล่งผลิตกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่อง โดยมีการประเมินคุณภาพเชิงวิชาการจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกครั้ง เพื่อให้กิจกรรมที่จัดขึ้นมีมาตรฐาน
(๕) รับผิดชอบในการจัดทำระบบการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องตามที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด
(๖) บันทึกข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องโดยเคร่งครัดและถูกต้อง และบันทึกข้อมูลรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องและจำนวนหน่วยกิตที่ได้รับ
(๗) ส่งรายงานกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องและข้อมูลตาม (๕) และ (๖) แก่สภาเภสัชกรรมทุกปี
(๘) ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาสถาบันสมทบ รวมทั้งประเมินสถาบันสมทบเป็นระยะๆ หลังการรับรองเพื่อให้กิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องที่จัดขึ้นมีมาตรฐาน
(๙) หน้าที่อื่นๆ ตามที่คณะกรรมการสภาเภสัชกรรมมอบหมาย

ข้อ ๑๑. สถาบันสมทบ นอกจากจะต้องมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งตามข้อ ๘ แล้วจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

(๑) มีศักยภาพในการจัดการศึกษาต่อเนื่องในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง
(๒) เป็นสถาบันสมทบของสถาบันหลักใดเพียงสถาบันเดียว

ข้อ ๑๒. สถาบันสมทบมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) จัดกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องทุกปี อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง
(๒) บันทึกข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องโดยเคร่งครัดและถูกต้อง และบันทึกข้อมูลรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องและจำนวนหน่วยกิตที่ได้รับ
(๓) ส่งรายงานกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องและข้อมูลตาม (๒) แก่สถาบันหลักทุกปี

ข้อ ๑๓. สถาบันหรือหน่วยงานที่ไม่เข้าข่ายตามข้อ๙ ข้อ๑๐ ข้อ๑๑ และข้อ๑๒ แต่ประสงค์จะจัดกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่อง สามารถยื่นคำขอต่อสภาเภสัชกรรมหรือสถาบันหลักเพื่อให้การรับรองกิจกรรมและกำหนดหน่วยกิตเป็นครั้ง ๆ ไป

ข้อ ๑๔. สถาบันหรือหน่วยงานตามข้อ ๑๓ เมื่อได้มีการจัดกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องแล้ว ต้องมีหน้าที่ดังนี้

(๑) บันทึกข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องโดยเคร่งครัดและถูกต้อง และบันทึกข้อมูลรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องและจำนวนหน่วยกิตที่ได้รับ
(๒) ส่งรายงานกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องและข้อมูลตาม (๑) แก่สภาเภสัชกรรมหรือสถาบันหลักที่ให้การรับรอง

ข้อ ๑๕. หลักเกณฑ์วิธีการในการยื่นคำขอต่อสภาเภสัชกรรม เพื่อเป็นสถาบันหลัก สถาบันสมทบ หรือการขอจัดกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องตามข้อ ๑๓ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด

ข้อ ๑๖. สถาบันหลักที่ได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรมแล้ว จะมีอายุการรับรอง ๕ ปี และสภาเภสัชกรรมมีสิทธิออกประกาศเพิกถอนการรับรองได้ หากสถาบันหลักไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด

ข้อ ๑๗. สถาบันสมทบมีอายุการรับรองตลอดตามที่สถาบันหลักยังได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรมอยู่ เว้นแต่จะพ้นสภาพตามข้อ ๓๓

ข้อ ๑๘. สถาบันสมทบที่สถาบันหลักถูกเพิกถอนโดยสภาเภสัชกรรม ให้สถาบันสมทบดังกล่าวสมัครเข้าร่วมกับสถาบันหลักอื่น ภายในระยะเวลา ๑ ปี นับจากวันที่สภาเภสัชกรรมออกประกาศเพิกถอนสถาบันหลัก โดยถือว่าการดำเนินกิจกรรมใดๆของสถาบันสมทบในระยะเวลาดังกล่าว ได้รับการรับรองจากสภาเภสัชกรรม

หมวดที่ ๓
การรับรองและกำหนดหน่วยกิตของการศึกษาต่อเนื่อง สำหรับการศึกษาด้วยตนเอง

ข้อ ๑๙. ผู้ศึกษาบทความทางวิชาการด้วยตนเองในบทความทางวิชาการที่จัดทำขึ้นโดยสถาบันหลักและสถาบันสมทบ ให้สถาบันหลักเป็นผู้รับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องตามที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด

ข้อ ๒๐. ผู้ศึกษาบทความทางวิชาการด้วยตนเองในบทความทางวิชาการที่ยังไม่ได้รับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากสภาเภสัชกรรมแต่ได้รับการรับรองหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากองค์การอื่นแล้ว ให้ยื่นขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องต่อสถาบันหลัก

ข้อ ๒๑. บทความทางวิชาการ ตามข้อ ๒๐ ที่จะนำมาขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องทำการศึกษาด้วยตนเองก่อนวันหมดอายุของบทความนั้น

ข้อ ๒๒. เอกสารที่ต้องส่งเพื่อขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องสำหรับบทความทางวิชาการตามข้อ ๒๐ มีดังนี้

(๑) บทความทางวิชาการที่มีการเผยแพร่ ฉบับเต็ม
(๒) คำถามของบทความ
(๓) เอกสารรับรองการได้หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากองค์การนั้นๆ
(๔) เอกสารอื่น ตามที่สภาเภสัชกรรมกำหนด

ข้อ ๒๓. การพิจารณารับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องของบทความทางวิชาการนั้น ให้พิจารณาตามแนวทางดังนี้

(๑) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องหรือส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ตามความหมายในมาตรา ๔ ของ พ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๗ หรือเกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพ หรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับระบบสาธารณสุข
(๒) ความทันสมัยของเนื้อหา
(๓) มีการอ้างเอกสารอ้างอิงในเนื้อหาชัดเจน พร้อมรายการเอกสารอ้างอิงท้ายบทความ
(๔) ความครอบคลุมและความต่อเนื่องของเนื้อหา
ในกรณีที่บทความทางวิชาการมีลักษณะตามเกณฑ์ข้างต้น ให้พิจารณากำหนดจำนวนหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องที่คำนวณได้ตามสูตรคำนวณที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด

หมวดที่ ๔
การรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องของการเข้าประชุมวิชาการ

ข้อ ๒๔. ผู้เข้าประชุมวิชาการในการประชุมวิชาการที่จัดขึ้นโดยสถาบันหลักและสถาบันสมทบ ให้สถาบันหลักเป็นผู้รับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องตามที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนด

ข้อ ๒๕. ผู้เข้าประชุมวิชาการ ในการประชุมที่ไม่ได้ขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากสถาบันหลักว่าเป็นการประชุมที่ได้หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง ให้ยื่นขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องต่อสถาบันหลักโดยยื่นคำขอต่อสถาบันหลักภายใน ๑๘๐ วัน นับแต่วันสิ้นสุดการประชุม

ข้อ ๒๖. เอกสารที่ต้องส่งเพื่อขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องสำหรับการประชุมวิชาการตามข้อ ๒๕ มีดังนี้

(๑) กำหนดการและรายละเอียดของการประชุม
(๒) หลักฐานการเข้าประชุม
(๓) เอกสารหรือหลักฐานอื่น เช่น เอกสารประกอบการประชุม ตามที่สภาเภสัชกรรมกำหนด

ข้อ ๒๗. การพิจารณารับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องของการประชุมวิชาการนั้น ให้พิจารณาตามแนวทางดังนี้

(๑) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องหรือส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ตามความหมายในมาตรา ๔ ของ พ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.๒๕๓๗ หรือเกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพ หรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับระบบสาธารณสุข
(๒) ความทันสมัยของหัวข้อประชุม
(๓) ความครอบคลุมและความต่อเนื่อง
(๔) วิทยากรมีความรู้ความสามารถเชิงวิชาการในหัวข้อที่บรรยาย
(๕) เวลาที่ใช้มีความเหมาะสมกับหัวข้อและเนื้อหา

หมวดที่ ๕
การกำหนดจำนวนหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง

ข้อ ๒๘. บทความทางวิชาการที่ได้รับการรับรองให้กำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องได้ ให้กำหนดจำนวน หน่วยกิตได้ระหว่าง ๑-๔ หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องต่อหนึ่งบทความ ทั้งนี้ให้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการที่สภาเภสัชกรรม ประกาศกำหนด

ข้อ ๒๙. การเข้าประชุมวิชาการนั้น กำหนดให้ชั่วโมงบรรยาย ๑ ชั่วโมง เทียบเท่า ๑ หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง และการฝึกปฏิบัติ ๑ ชั่วโมง เทียบเท่า ๐.๒๕ หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง

ข้อ ๓๐. การอื่นๆ ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่สภาเภสัชกรรมประกาศกำหนดเพิ่มเติม

หมวดที่ ๖
กระบวนการได้มาซึ่งหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องของผู้ประกอบวิชาชีพ

ข้อ ๓๑. หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องอาจได้มาโดยการศึกษาด้วยตนเองตามวิธีการดังนี้

(๑) การที่ผู้ประกอบวิชาชีพศึกษาบทความทางวิชาการที่สถาบันหลักให้การรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องแล้ว โดยต้องตอบคำถามท้ายบทความให้ถูกต้องอย่างน้อยร้อยละ ๗๐ จึงจะได้รับเอกสารรับรองการได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน
(๒) การที่ผู้ประกอบวิชาชีพศึกษาบทความทางวิชาการที่ได้รับการรับรองหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากองค์การอื่นแล้ว แต่ไม่ได้ขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากสถาบันหลักไว้ ให้ผู้ประกอบวิชาชีพยื่นขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากสถาบันหลักได้ในภายหลัง

ข้อ ๓๒. หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง อาจได้มาโดยการเข้าประชุมวิชาการตามวิธีการดังนี้

(๑) การที่ผู้ประกอบวิชาชีพ เข้าประชุมวิชาการที่สถาบันหลักให้การรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องไว้แล้ว ผู้ประกอบวิชาชีพจะได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องเมื่อเข้าร่วมประชุมครบตามเกณฑ์ที่สถาบันหลักกำหนดและได้รับเอกสารรับรองการได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากผู้จัดประชุมและเก็บเอกสารรับรองการได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องไว้เป็นหลักฐาน
(๒) การที่ผู้ประกอบวิชาชีพเข้าประชุมวิชาการที่ไม่ได้ขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากสถาบันหลัก ให้ผู้ประกอบวิชาชีพยื่นขอรับการรับรองและกำหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องจากสถาบันหลักได้ในภายหลัง

หมวดที่ ๗
การพ้นสภาพจากการเป็นสถาบันหลักและสภาบันสมทบ

ข้อ ๓๓. สถาบันหลักและสถาบันสมทบ จะพ้นจากการเป็นสถาบันหลักและสถาบันสมทบในกรณี

(๑) เมื่อพ้นอายุการรับรอง ๕ ปีและไม่ยื่นขอรับการรับรองต่อ
(๒) มีประกาศเพิกถอนการเป็นสถาบันหลักหรือสถาบันสมทบ
(๓) มีหนังสือลาออกจากการเป็นสถาบันหลักหรือสถาบันสมทบ
ประกาศ ณ วันที่

ลงชื่อ
(นางธิดา นิงสานนท์)
นายกสภาเภสัชกรรม

* หมายเหตุ : ท่านสามารถ download ข้อความนี้ในรูปแบบไฟล์ MS Words ได้ที่ [Click Here]

 

 

- กระทรวงสาธารณสุข
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
- องค์การเภสัชกรรม
- เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทย
- สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย)
- ศูนย์เภสัชสนเทศ
- สมาคมเภสัชวิทยาแห่งประเทศไทย
- ห้องเภสัชกร
- เครือข่ายความร่วมมือบริการสารสนเทศทางเภสัชศาสตร์ แห่งประเทศไทย
- มหาวิทยาลัยนเรศวร
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- มหาวิทยาลัยมหิดล
- มหาวิทยาลัยศิลปากร
- มหาวิทยาลัยขอนแก่น

- มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

- จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

- มหาวิทยาลัยรังสิต

- มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ์

- มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

- มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

- มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


 



หน้าหลัก | ข่าวสาร/กิจกรรม | องค์กร | พระราชบัญญัติวิชาชีพ | ระเบียบข้อบังคับ
การศึกษาต่อเนื่อง | ติดต่อสอบถาม | เว็บไซต์ที่น่าสนใจ | แผนที่เว็บไซต์




สำนักงานเสขาธิการสภาเภสัชกรรม อาคาร 6 ชั้น 7 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข
ถ.ติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 0 2590 1877 , 0 2591 8298 และ 0 2590 2439
Email : pharthai@pharmacycouncil.org website: www.pharmacycouncil.org

Print

© Copyright The Pharmacy Council . All Rights Reserved 1999 - 2004 .