|
สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย)
ร่วมกับ
กลุ่มงานเภสัชกรรม กองโรงพยาบาลภูมิภาค
มาตรฐานวิชาชีพเภสัชกรรมโรงพยาบาลมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี
2542 โดยในระยะของการเปลี่ยนผ่านทางสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล และกลุ่มงานเภสัชกรรมกองโรงพยาบาลภูมิภาคได้กำหนดเป็น
3 ระยะ โดยระยะแรกเป็นปี 2543-2545 ระยะที่2 เป็นช่วง 2546-2548
และตั้งแต่ปี 2549 จึงเป็นการรณรงค์ให้ใช้มาตรฐานฉบับเต็ม ในช่วงระยะแรกที่ประกาศใช้เป็นช่วงที่โรงพยาบาลในประเทศไทย
กำลังอยู่ในกระแสแห่งการพัฒนาเพื่อเข้าสู่การรับรองคุณภาพโรงพยาบาล
จึงเป็นโอกาสที่ดีที่องค์กรวิชาชีพซึ่งก็คือ สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาลได้เข้าเยี่ยมสำรวจ
และให้คำปรึกษาแก่ฝ่าย/กลุ่มงานเภสัชกรรมประมาณ 40 แห่ง ได้เห็นทิศทางการพัฒนา
และเป็นที่น่ายินดีที่เภสัชกรโรงพยาบาลเห็นความสำคัญของการพัฒนาวิชาชีพ
ตามมาตรฐานวิชาชีพฯบนหลักการของผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง โดยคำนึงถึงมิติคุณภาพต่างๆเช่น
การมีบริการ ความสามารถในการเข้าถึงบริการ ความสามารถในการตรวจสอบ
ความโปร่งใส ความเสมอภาค การตอบสนองเกินความคาดหวังของผู้รับบริการ
การดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือไปจากนี้ผู้บริหารส่วนมากเห็นความสำคัญของการพัฒนาตามมาตรฐานวิชาชีพ
มีการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมมากมาย หลายโรงพยาบาลมีศักยภาพที่จะพัฒนามากกว่าที่กำหนดไว้ในจังหวะก้าวแต่ละช่วงเวลาตามที่กล่าวแล้ว
อย่างไรก็ตามเพื่อให้ภาพรวมเป็นไปในทางเดียวกันและสามารถที่จะบรรลุมาตรฐานไปได้ไม่ต่างกันมากนัก
สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาลและกองโรงพยาบาลภูมิภาคจึงเห็นสมควรที่จะมีการพัฒนาขั้นตอนการเข้าสู่มาตรฐานใหม่โดยยึดหลักความสำคัญที่วิชาชีพจะต้องดำเนินการเพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยของระบบยา
และความสามารถโดยรวมขององค์กรในการปรับเปลี่ยน โดยการระดมสมองผู้เชี่ยวชาญ
ผู้เยี่ยมสำรวจองค์กรวิชาชีพเภสัชกรรม และผู้แทนจากสภาเภสัชกรรม
สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล และกลุ่มงานเภสัชกรรมกองโรงพยาบาลภูมิภาค
ร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนาวิชาชีพเภสัชกรรมโรงพยาบาลตั้งแต่ปี 2546-2548
เพิ่มเติมจากระยะแรก (2543-2545) ดังนี้
วัตถุประสงค์
เพื่อที่จะให้เป็นแนวทางในการจัดการและพัฒนาระบบบริการด้านเภสัชกรรมเพื่อเข้าสู่ความเป็นมาตรฐานสากล
รวมถึงสามารถที่จะใช้เป็นแนวทางในการประเมิน ขอบเขตและคุณภาพของการให้บริการด้านเภสัชกรรมโรงพยาบาลระยะที่
2 ปี พ.ศ. 2546-2548
ความสำคัญและมาตรฐานวิชาชีพ
ในฐานะเป็นผู้ให้การบริบาลทางเภสัชกรรม เภสัชกรจะต้องไม่เพียงแค่จัดให้มีบริการต่าง
ๆ ด้านเภสัชกรรมเท่านั้น แต่จะต้องให้ความสำคัญและสนใจต่อผลลัพธ์ของการให้บริการและการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในภาพรวมด้วยปัจจัยหลักของงานเภสัชกรรม
ซึ่งจะมีผลอย่างมากต่อความสำเร็จในการดำเนินงานของ โรงพยาบาลที่เป็นไปตามมาตรฐาน
ประกอบด้วย (1) ภาวะความเป็นผู้นำและการบริหารจัดการงานเภสัชกรรม
(2) การให้บริการเภสัชสนเทศและการให้การศึกษาด้านยา (3) การส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล
(4) การกระจายและการควบคุมยา (5) อุปกรณ์ สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก
และแหล่งข้อสนเทศทางยา (6) การศึกษาวิจัย
เนื่องจากขอบเขตของการให้บริการด้านเภสัชกรรม มีขอบเขตที่กว้างขวางและแปรผันได้มาก
ขึ้นกับความต้องการในการรับบริการของผู้ป่วย โดยปัจจัยต่างๆเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับผลลัพธ์ในการรักษาพยาบาล
ดังนั้นความล้มเหลวหรือไม่มีประสิทธิภาพของการดำเนินการในการบริการใดบริการหนึ่งของงานเภสัชกรรม
จะมีผลทำให้คุณภาพในภาพรวมของการบริบาลทางเภสัชกรรมลดลง ปัจจัยต่างๆเหล่านี้
จึงเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่เภสัชกรโรงพยาบาลจะต้องเข้มงวดในการดำเนินการอย่างสม่ำเสมอต่อไป
มาตรฐานที่ 1 : ภาวะความเป็นผู้นำและการบริหารจัดการงานเภสัชกรรม
(Leadership and practice management)
ภาวะความเป็นผู้นำและทักษะการบริหารจัดการงานเภสัชกรรมที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาและปรับปรุงการจัดการบริการด้านเภสัชกรรม
ให้สอดคล้องกับพันธกิจของโรงพยาบาลและความต้องการของผู้ป่วย รวมทั้งการปรับปรุงคุณภาพการบริการผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง
โดยการบริหารจัดการงานเภสัชกรรมจะมุ่งเน้นความรับผิดชอบของเภสัชกรในการให้การบริบาลทางเภสัชกรรม
(Pharmaceutical care) และการจัดโครงสร้างองค์กรให้เอื้อต่อการให้บริการเภสัชกรรมตามพันธกิจที่กำหนดไว้ได้อย่างมีคุณภาพ
และประสิทธิภาพ
หัวหน้าหน่วยงานเภสัชกรรม ควรมีหน้าที่รับผิดชอบดังนี้
1. ผลักดันให้เกิดการกำหนดเป้าหมายของงานเภสัชกรรม ทั้งระยะสั้นและระยะยาว
ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วย ความต้องการเฉพาะของโรงพยาบาล
และแนวโน้มการพัฒนาด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง และแนวโน้มของการพัฒนาวิชาชีพเภสัชกรรม
2. จัดให้มีแผนงานและตารางกำกับงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว
3. ควบคุม กำกับและดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานที่ได้วางไว้
4. ประเมินผลการดำเนินการว่า บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดหรือไม่
5. ทำการปรับแผนอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่าไม่สอดคล้องตามเป้าหมายที่กำหนดและกรณีที่มีเหตุจำเป็นอื่นๆ
ทั้งนี้ หัวหน้าหน่วยงานเภสัชกรรมจะสามารถปฏิบัติงานเหล่านี้สำเร็จลุล่วงไปได้
ควรดำเนินการให้บุคลากรในฝ่ายมีส่วนร่วม ในการกำหนดเป้าหมายและแผนงานตั้งแต่ต้น
และจะต้องมีบุคลากรที่มีคุณภาพและความสามารถในจำนวนที่เหมาะสม
การบริหารจัดการและการจัดโครงสร้างองค์กรให้เอื้อต่อการให้บริการเภสัชกรรม
ตามพันธกิจที่กำหนดไว้ได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ ได้แก่
1. หัวหน้าหน่วยงานเภสัชกรรม จะต้องเป็นเภสัชกรผู้ได้รับใบประกอบวิชาชีพ
ซึ่งมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการประกอบวิชาชีพ มีความคิดริเริ่ม
มีความรู้ในการปฏิบัติงาน และบริหารงานเภสัชกรรมโรงพยาบาลอย่างถ่องแท้
รวมถึงควรมีคุณวุฒิทางการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นในด้านที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการเพิ่มเติม
2. พันธกิจของหน่วยงานเภสัชกรรม (Pharmacy mission) จะต้องมีการกำหนดพันธกิจของหน่วยงานเภสัชกรรมเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน
ซึ่งอย่างน้อยจะต้องสะท้อนถึงการให้บริการผู้ป่วย และความรับผิดชอบในการปฏิบัติการขององค์กร
รวมทั้งแนวคิดของพันธกิจอื่น ๆ ที่เหมาะสมสอดคล้องเป้าหมายและประเภทองค์กร
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ทุกคนควรมีส่วนร่วม และรับทราบ ตลอดจนมีความเข้าใจในพันธกิจของหน่วยงานเภสัชกรรม
แนวทางการปฏิบัติงานที่ตอบสนองพันธกิจดังกล่าวด้วย
3. บุคลากรช่วยงานเภสัชกรรม จะต้องมีบุคลากรและเจ้าหน้าที่ช่วยงานเภสัชกรรม
ได้แก่ เจ้าพนักงาน/ผู้ช่วยเภสัชกร/พนักงานเภสัชกรรม ธุรการ และคนงาน
จำนวนเพียงพอ เพื่อสนับสนุนการจัดการบริการของหน่วยงานเภสัชกรรม
โดยจะต้องดำเนินการและการควบคุมกำกับที่เหมาะสมจากเภสัชกร รวมทั้งมีการตรวจสอบคุณภาพการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ
4. การจัดหาและเลือกสรรบุคลากร ควรคัดเลือกโดยยึดคุณสมบัติของแต่ละบุคคลให้เหมาะสมกับงาน
หัวหน้าหน่วยงานจะต้องรับผิดชอบการว่าจ้างและการให้ออกจากงานของบุคลากรต่าง
ๆ ของหน่วยงาน สำหรับเภสัชกรที่รับงานใหม่ ควรให้มีระบบพี่เลี้ยงที่ชัดเจนในการติดตามและประเมินทักษะ
ความสามารถ
5. สายการบังคับบัญชาและการมอบหมายงาน มีการกำหนดสายการบังคับบัญชาและหน้าที่รับผิดชอบภายในหน่วยงานอย่างชัดเจน
มีการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรสำหรับบุคลากรทุกระดับ
และมีการปรับปรุงให้เหมาะสมเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง หัวหน้าหน่วยงานเภสัชกรรมและหัวหน้างานย่อยจะต้องรับผิดชอบจัดให้มีตารางการปฏิบัติงาน
และมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบให้กับบุคลากรระดับต่าง ๆ มีกลไกติดตามเรื่องภาระงาน
ซึ่งจะทำให้การใช้บุคลากรและทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
6. การศึกษาและฝึกอบรม จะต้องผลักดันให้มีแผนการศึกษาหรือฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องแก่บุคลากรทุกคนในงานที่รับผิดชอบ
และรักษาระดับของความสามารถนั้น ๆ ไว้ โดยการติดตามประเมินผลจากการดำเนินการตามแผน
7. การปฐมนิเทศ จะต้องมีการปฐมนิเทศบุคลากรที่รับเข้าใหม่ที่เป็นระบบชัดเจนให้ทราบถึงระบบงานเภสัชกรรมและงานในความรับผิดชอบของตน
และจะต้องมีวิธีการประเมินความสามารถ ในการปฏิบัติงานของบุคลากรในหน่วยงานเภสัชกรรมอย่างสม่ำเสมอ
8. คู่มือการปฏิบัติงาน ต้องมีคู่มือการปฏิบัติงานด้านต่าง
ๆ (ตัวอย่าง เช่น งานบริหาร งานบริการและงานคลินิก) โดยมีการกำหนดเป้าหมายระยะยาวของงานและมีการปรับปรุงให้เหมาะสมเป็นระยะ
ๆ ทั้งในเรื่องการเปลี่ยนแปลงขององค์กร วิธีปฏิบัติงานและวัตถุประสงค์
โดยบุคลากรในหน่วยงานควรจะรับทราบเข้าใจและมีการปฏิบัติตามคู่มือปฏิบัตินี้เป็นอย่างดี
มีระบบและกลวิธีที่เหมาะสมในอันที่จะให้มีการดำเนินงานให้เป็นไปตามนโยบายและวิธีการปฏิบัติงานที่กำหนดไว้
9. ค่าใช้จ่ายด้านยา จะต้องมีการกำหนดนโยบายและวิธีปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายในด้านยา
โดยจะต้องมีการกำหนดวิธีการในเรื่องต่าง ๆ เช่น การจัดซื้อยา การจัดซื้อรวม
การประเมินการใช้ยา และต้นทุนประสิทธิผลในการให้การบริการผู้ป่วย
เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้จะกระจายไปตามมาตรฐานตามความเกี่ยวข้อง
10. การมีส่วนร่วมในคณะกรรมการต่างๆ เภสัชกรต้องมีส่วนร่วมมีบทบาทในเชิงรุก
ในคณะกรรมการ ที่มีบทบาทเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและวิธีปฏิบัติในการใช้ยาและการให้บริการในการดูแลผู้ป่วย
คณะกรรมการเภสัชกรรมและการบำบัด การบริหารด้านการเงินการงบประมาณของโรงพยาบาล
และคณะกรรมการอื่น ๆ
11. การประเมินและพัฒนาคุณภาพบริการ ต้องมีโครงการติดตามประเมินและพัฒนาคุณภาพของบริการเภสัชกรรม
(quality assessment and improvement) ที่เป็นระบบ ผ่านตัวบ่งชี้คุณภาพ
และผลลัพธ์อื่นๆ และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะต้องผสมผสาน เป็นส่วนหนึ่งของโครงการประเมินและพัฒนาคุณภาพงานของโรงพยาบาล
และเผยแพร่ผลการประเมินกลับให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบเพื่อการปรับเปลี่ยน
โดยมุ่งเป้าหมายด้านคุณภาพที่ต้องการ
12. การให้บริการเภสัชกรรมตลอด 24 ชั่วโมง งานบริการเภสัชกรรมควรเปิดให้บริการตลอด
24 ชั่วโมง กรณีที่หน่วยงานเภสัชกรรมไม่ได้เปิดบริการ 24 ชั่วโมงและจะต้องมีการจัดบริการ
การจ่ายยาฉุกเฉินโดยบุคคลที่ไม่ใช่เภสัชกร ควรจะจัดให้มีเภสัชกรที่จะสามารถตามมาเพื่อให้บริการได้ทันที
(on-call pharmacist) ทั้งนี้จะต้องมีการกำหนด รายการยา จำนวน นโยบาย
และวิธีการปฏิบัติในเรื่องยาต่างๆภายใต้การกำกับดูแลของเภสัชกรโดยผ่านคณะกรรมการเภสัชกรรมและการบำบัด
โดยรายการยาที่กำหนดจะต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของปริมาณ รูปแบบ และขนาดบรรจุของภาชนะที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ป่วย
และพึงระลึกเสมอว่า การจ่ายยานอกเวลาราชการโดยบุคคลที่ไม่ใช่เภสัชกรเป็นสิ่งที่ควรพยายามหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด
13. แนวทางและมาตรฐานงาน จะต้องมีการนำแนวทางและมาตรฐานงานบริการเภสัชกรรม
เข้ามาร่วมเป็นพื้นฐานในกิจกรรมพัฒนาคุณภาพให้เข้ามาตรฐานโรงพยาบาลภายใต้สถานการณ์ทางการเงิน
และโครงสร้างองค์กรของโรงพยาบาล
14. กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่มีทั้งในและนอกองค์กรอย่างเคร่งครัด
รวมถึงการจัดทำรายงานเอกสารในส่วนเกี่ยวข้อง
15. การรักษาความลับของผู้ป่วย เภสัชกรจะต้องให้ความเคารพ
และเก็บรักษาความลับข้อมูลของผู้ป่วย ทั้งในส่วนที่เป็นระบบฐานข้อมูล
และแนวทางการให้ข้อมูล โดยจัดระบบป้องกันข้อมูลในคอมพิวเตอร์ และรายงานที่เป็นข้อมูลของผู้ป่วย
จะต้องรับทราบเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องในโรงพยาบาล หรือในระบบสาธารณสุขที่จำเป็นในการดูแลผู้ป่วยเท่านั้น
เนื่องจากมาตรฐานนี้เป็นหัวใจที่สำคัญสำหรับกระบวนการพัฒนาบนพื้นฐานการบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร
จึงมีความเห็นสมควรให้เป็นไปตามมาตรฐานหลัก สิ่งที่มุ่งเน้นคือการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระยะสั้นของหน่วยงาน
โดยการระดมสมองและการมีส่วนร่วมของบุคลากร การกำหนดแผนพัฒนาที่สอดคล้องกับเข็มมุ่งตามแผนยุทธศาสตร์
และการบริการเภสัชกรรมโดยความรับผิดชอบของฝ่าย/กลุ่มงานเภสัชกรรมที่ครอบคลุม
24 ชั่วโมง
มาตรฐานที่ 2 : การบริการเภสัชสนเทศและการให้การศึกษาด้านยา
(Drug information and education)
เภสัชกรจะต้องทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารด้านยาที่ถูกต้องและเหมาะสมแก่ผู้ป่วยและบุคลากรของโรงพยาบาล
รับผิดชอบในการจัดหาแหล่งข้อสนเทศทางยาได้แก่ วารสารและตำราทางด้านยาและทางการแพทย์ที่ทันสมัยไว้ประจำหน่วยงานเภสัชกรรมและหน่วยให้บริการ
ควรมีการประสานงานและให้บริการข้อมูลแก่เภสัชกรที่ทำหน้าที่ติดตามดูแลปัญหาด้านยาของผู้ป่วย
และควรจะต้องมั่นใจว่าแพทย์หรือพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับได้รับข้อมูลด้านการรักษา
อาการข้างเคียง และขนาดของยานั้นอย่างเพียงพอ ก่อนที่จะมีการจ่ายยาให้ผู้ป่วย
ดังนี้
1. การบริการเภสัชสนเทศ จะต้องมีการให้ข้อมูลข่าวสารด้านยาทั่วไปหรือเฉพาะรายแก่ผู้ป่วยอย่างถูกต้องและทันเวลา
โดยมีกระบวนการประเมินคุณภาพของการให้ข้อมูลดังกล่าวด้วย
2. ข้อมูลของยา เภสัชกรจะต้องจัดทำข้อมูลของยา ที่จะเพิ่มเข้าหรือตัดออกจากเภสัชตำรับของโรงพยาบาล
ซึ่งมีพื้นฐานจากการประเมินความถูกต้องของเอกสารทางยา ทั้งนี้จะต้องประกอบด้วยข้อมูลอย่างน้อย
เช่นข้อบ่งใช้ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยารับรอง แฟ้มข้อมูลอาการอันไม่พึงประสงค์จากยา
รวมทั้งการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการรักษาและการประเมินค่าทางเศรษฐศาสตร์ของยาที่เสนอเข้าเช่น
มูลค่าต่อระยะเวลาของแผนการรักษาด้วยยานั้น การดำเนินการนี้สามารถที่จะใช้ข้อมูลร่วมหรือประสานกับการดำเนินกิจกรรมตามมาตรฐานอื่น
เช่นการประเมินความเหมาะสมของการสั่งใช้ยา การติดตามอาการอันไม่พึงประสงค์จากยา
และใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อการดำเนินงานในระบบเภสัชตำรับอย่างมีประสิทธิภาพ
3. การให้การศึกษาด้านยา เภสัชกรควรมีส่วนร่วมในกิจกรรมการให้การศึกษาด้านยาแก่ผู้ป่วยในเชิงรุก
เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยได้รับข้อมูลที่เพียงพอ โดยควรดำเนินการในลักษณะสหสาขาวิชาชีพ
เช่นการเข้าร่วมในการวางแผนการจำหน่ายผู้ป่วยใน โดยเภสัชกรรับผิดชอบในการให้คำแนะนำด้านยา
และส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในการใช้ยาอย่างเหมาะสม
4. การแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับยา เภสัชกรจะต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านยา
แก่บุคลากรในโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง โดยอาจทำในรูปแบบสิ่งพิมพ์ที่เหมาะสม
การนำเสนอ หรือในรูปของโครงการ และเภสัชกรจะต้องมีการแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับยาเช่น
ในรูปแบบของบันทึกช่วยจำยาที่ไม่สามารถให้เข้าหลอดเลือดดำ หรือยาที่ไม่สามารถบดให้ทางสายยาง
เป็นต้น การดำเนินการอาจแตกต่างตามสภาพและบัญชียาโรงพยาบาล ในกรณีที่มีปัจจัยที่ไม่สามารถดำเนินการครอบคลุมยาทุกรายการ
ข้อมูลยากลุ่มที่ควรดำเนินการอาจประกอบด้วยยาใหม่ ยาตัวอย่าง ยาฝากขาย
ยานอกบัญชีโรงพยาบาลทุกขนาน อาการอันไม่พึงประสงค์ที่สำคัญของยากลุ่มดังกล่าว
หรือที่พบว่าเกิดขึ้นจริงในโรงพยาบาลในลักษณะกรณีศึกษา
โดยสรุปแล้วมาตรฐานนี้มุ่งเน้นกิจกรรมการเผยแพร่และบริการข้อมูลที่น่าเชื่อถือและเป็นกลาง
สอดคล้องกับการดำเนินการตามบทบาทในคณะกรรมการหลักได้แก่ คณะกรรมการเภสัชกรรมและการบำบัด
โดยประกันว่าจะต้องมีข้อมูลอย่างน้อยตามข้อ 3 ในมาตรฐานนี้ และอีกประเด็นที่สำคัญคือสื่อกลางการเผยแพร่ข้อมูลวิชาการ
ในระยะที่สองนี้ยังไม่มุ่งเน้นให้มีหน่วยบริการเภสัชสนเทศที่สมบูรณ์
ยังคงมุ่งเน้นกิจกรรมเป็นปัจจัยสำคัญ
มาตรฐานที่ 3 : การส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล (Optimizing
medication therapy)
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการให้การบริบาลเภสัชกรรมก็คือ พยายามให้มีการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลมากที่สุด
ซึ่งรวมถึงกระบวนการต่าง ๆ เพื่อประกันความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการรักษาและตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย
ดังนั้นเภสัชกรจะต้องร่วมมือกับบุคลากรทางการแพทย์อื่น ๆ ที่จะจัดทำนโยบายและวิธีปฏิบัติเพื่อประกันคุณภาพของการรักษาด้วยยา
โดยการดำเนินการจะเกี่ยวข้องกับ
1. ประวัติการใช้ยาของผู้ป่วย ในการดำเนินการด้านการกระจายยา
และการให้บริการเภสัชกรรมบริบาลอื่นๆ เภสัชกรควรจะรวบรวมและประเมินข้อมูลจำเป็นเกี่ยวกับผู้ป่วย
โดยจัดทำประวัติการใช้ยาของผู้ป่วยแต่ละรายลงในเวชระเบียน หรือจัดทำในรูปของบันทึกการใช้ยาของผู้ป่วย
2. การดำเนินงานระบบเภสัชตำรับ ต้องมีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกยาที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับ
เพื่อให้เภสัชตำรับโรงพยาบาลมียาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุดในขณะนั้นใช้ในโรงพยาบาล
และต้องมีวิธีดำเนินการเพื่อปรับปรุงเภสัชตำรับของโรงพยาบาลให้เหมาะสมทันสมัยกับการใช้โรงพยาบาลอย่างสม่ำเสมอ
รวมทั้งให้มีวิธีปฏิบัติในการขอใช้ยานอกเภสัชตำรับ และควบคุมการใช้อย่างรัดกุม
โดยการดำเนินงานผ่านคณะกรรมการเภสัชกรรมและการบำบัด และในการคัดเลือกหรือกำหนดบริษัทผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายควรจะต้องมีเภณฑ์แสดงในด้านคุณภาพที่ชัดเจน
3. คำสั่งจ่ายยาแก่ผู้ป่วย ในการจ่ายยามื้อแรกสำหรับผู้ป่วยใน
เภสัชกรจะต้องได้อ่านทบทวนความเหมาะสมของใบสั่งยาก่อนเสมอ ยกเว้นในกรณีฉุกเฉิน
หรืออย่างน้อยควรได้ทบทวนคำสั่งภายใน 24 ชั่วโมงหากมีปัญหาใดๆ เกี่ยวกับคำสั่งนั้น
ต้องประสานงานและปรึกษาแพทย์ผู้สั่งใช้ยาทันที และทำการบันทึกคำปรึกษานั้นลงในเวชระเบียนหรือสำเนาใบสั่งยา
และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบถ้ามีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง
4. การติดตามการใช้ยาของผู้ป่วย เภสัชกรจะต้องประกันด้านความปลอดภัยจากการสั่งใช้ยาโดยควรติดตามปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยา
ในกรณีที่เริ่มพัฒนาจะต้องดำเนินการครอบคลุมอย่างน้อย
1) กิจกรรมการเฝ้าระวังอาการอันไม่พึงประสงค์จากยาทั้งในลักษณะการรายงานเมื่อพบอาการ
และการเฝ้าระวังเชิงรุก โดยมีแนวทางการดำเนินการที่สามารถบ่งบอกถึงความต่อเนื่องของการดำเนินการ
ทั้งนี้จะต้องประกอบด้วยการเฝ้าระวังคำสั่งแพทย์ที่บ่งนัย (alerting
orders) ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการแพ้ยา หรือปัจจัยอื่นๆเกิดขึ้น เช่นคำสั่งหยุดยา
คำสั่งลดขนาดยา ยาที่ชี้ร่องรอยว่าอาจมีการแพ้ยา (tracer agents)
เช่น stat dose ของ antihistamines, atropine injection, corticosteroids
และควรจะมีการประเมินระดับความน่าจะเป็นของอาการอันไม่พึงประสงค์ดังกล่าว
และ
2) การเฝ้าระวังอันตรกิริยาของยา อย่างน้อยควรดำเนินการในกลุ่มที่มีระดับนัยสำคัญสูงและมีความสำคัญทางคลินิก
ทั้งนี้มุ่งเน้นให้เกิดการดำเนินการในลักษณะที่เป็นทีมคร่อมสายงาน
หรือสหสาขาวิชาชีพ ในการกำหนดแนวทาง วิธีปฏิบัติ และการติดตามประเมินผล
5. การให้คำปรึกษาด้านยา เภสัชกรจะต้องให้คำปรึกษาแนะนำและให้ข้อมูลด้านยาแก่บุคลากรทางการแพทย์สาขาต่าง
ๆ โดยวาจาและเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งในด้านการคัดเลือกยา การบริหารจัดการด้านยา
และการใช้ยา
6. การประเมินการใช้ยา จะต้องมีการทบทวนและประเมิน เพื่อดูความเหมาะสมของการเลือกใช้ยาหรือการสั่งใช้ยาอย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้มั่นใจว่า มีการใช้ยาที่ถูกต้องเหมาะสม ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ
การดำเนินการดังกล่าวจะต้องดำเนินการในลักษณะที่เป็นสหสาขาวิชาชีพโดยมีการกำหนดเกณฑ์
แนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน ทั้งนี้เภสัชกรอาจเริ่มดำเนินการจากกลุ่มยาเดียวกันกับมาตรฐานอื่นๆ
หรือประเด็นที่สำคัญเช่นการประกันความเหมาะสมของข้อบ่งใช้ หรือการเฝ้าระวังความปลอดภัยจากยาที่สอดคล้องกับแฟ้มข้อมูลอาการอันไม่พึงประสงค์
7. การพัฒนานโยบายในการใช้ยา หน่วยงานเภสัชกรรมจะต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบาย
เกี่ยวกับการใช้ยาและร่วมในคณะกรรมการเภสัชกรรมและการบำบัด คณะกรรมการทบทวนการใช้ยา
คณะกรรมการควบคุมการติดเชื้อ และในคณะกรรมการอื่น ๆ ที่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ยา
มาตรฐานที่ 4 : การกระจายและการควบคุมยา (Medication distribution
and control)
หน่วยงานเภสัชกรรมต้องรับผิดชอบการจัดหา กระจาย และควบคุมยาทุกชนิดที่ใช้ในโรงพยาบาล
รวมทั้งการจัดทำนโยบาย และวิธีการดำเนินการเพื่อจัดการงานดังกล่าว
โดยประสานข้อมูลกับบุคลากรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการต่าง
ๆ ดังนี้
1. คำสั่งจ่ายยา (Medication orders) โดยทั่วไปในการกระจายยาเภสัชกรจะต้องเห็นคำสั่งการใช้ยาของแพทย์โดยตรง
เพื่อเป็นการตรวจสอบซ้ำ และสามารถยืนยันระหว่างหอผู้ป่วยและห้องยาสำเนาใบสั่งยาหรือข้อมูลการสั่งจ่ายของแพทย์ที่ผ่านจากคอมพิวเตอร์จะต้องรับโดยเภสัชกรโดยตรง
พร้อมทั้งมีระบบรักษาความลับเกี่ยวกับข้อมูลของผู้ป่วย เภสัชกรจะต้องมีการคัดกรองและตรวจสอบความถูกต้องของยาในใบสั่งยาทุกใบ
ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน
ต้องมีการกำหนดวิธีการดำเนินการ เพื่อให้สามารถจ่ายยาแก่ผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง
รวมถึงมีการกำหนดให้มีการยกเลิกคำสั่งใช้ยาโดยอัตโนมัติ กรณีที่มีการสั่งใช้ยาไม่เหมาะสมในระยะเวลาที่นานหรือไม่สอดคล้องกับเกณฑ์ของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเป็นผู้กำหนด
รวมทั้งประสานให้มีการกำหนดการใช้ตัวย่อที่อนุญาตให้ใช้ในการสั่งใช้ยาของโรงพยาบาลไว้เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน
2. การสั่งใช้ยา การสั่งใช้ยาในโรงพยาบาล จะต้องสั่งโดยแพทย์ผู้มีอำนาจสั่งใช้ยาดังกล่าว
เภสัชกรจะสนับสนุนการสั่งใช้ยาที่เป็นไปตามมาตรฐานตามที่กำหนด ทั้งในเรื่องชื่อยาและตัวย่อต่าง
ๆ หรือสอดคล้องกับกิจกรรมคุณภาพด้านเภสัชกรรมของแต่ละโรงพยาบาล รวมถึงการติดตามและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ
3. การจ่ายยาให้กับผู้ป่วย เภสัชกรจะต้องตรวจสอบความถูกต้องของยา
ก่อนที่จะส่งมอบให้กับผู้ป่วยและแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาดังกล่าว
ให้ผู้ป่วยทราบทุกครั้ง การดำเนินการดังกล่าวมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยเกิดความร่วมมือในการใช้ยา
ความถูกต้อง ความสามารถในการบริหารยาและมุ่งให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการใช้ยานั้นๆ
การดำเนินการในระยะแรกของการพัฒนาการส่งมอบยา ควรครอบคลุมอย่างน้อยในกลุ่มยาเด็ก
ยาที่มีช่วงการรักษาที่แคบ ยาที่มีอาการอันไม่พึงประสงค์สำคัญ ยาที่มีเทคนิคการใช้พิเศษเช่น
ยาสูดพ่น ในกรณีที่จำเป็นจะต้องใช้บุคลากรอื่นมาจ่ายยาในกลุ่มที่นอกเหนือจากกลุ่มดังกล่าวให้กับผู้ป่วย
จะต้องเป็นบุคลากรที่ได้รับการมอบหมายหน้าที่เฉพาะซึ่งผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดี
และอยู่ภายใต้การควบคุมกำกับของเภสัชกร ซึ่งควรจะให้เกิดกรณีดังกล่าวน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
4. การปรุงและการผสมยา การเตรียมหรือตั้งตำรับยาในรูปแบบ
ความแรง หรือการบรรจุที่ไม่มีจำหน่าย แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ควรดำเนินการโดยเภสัชกร
การเตรียมยาอาจเตรียมโดยเภสัชกรหรือบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
โดยมีเภสัชกรควบคุมดูแลคุณภาพเกี่ยวกับการเตรียมโดยให้มีการบันทึกและตรวจสอบทุกขั้นตอน
โดยยาที่ผลิตจะต้องมีการบรรจุในภาชนะที่เหมาะสม และมีฉลากที่มีข้อมูลครบถ้วนพร้อมที่จะจ่าย
ทั้งนี้ควรดำเนินการเมื่อมีความต้องการในการรักษา และพิจารณาขีดความสามารถ
5. การเตรียมยาปราศจากเชื้อ การเตรียมยาปราศจากเชื้อ จะต้องมีการเตรียมภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมโดยเภสัชกร
หรือบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีตามมาตรฐานระเบียบที่กำหนดไว้
ภายใต้การควบคุมกำกับและมีระบบการประกันคุณภาพผลิตภัณฑ์
6. การกระจายยาระบบรายวัน ยาที่จ่ายจากหน่วยงานเภสัชกรรมสำหรับผู้ป่วยใน
ควรพัฒนาเข้าสู่ระบบการกระจายยารายวัน และบรรจุในภาชนะหรือรูปแบบพร้อมที่จะจ่ายให้แก่ผู้ป่วยเท่าที่จะสามารถทำได้
โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพยาบาลไม่จำเป็นต้องจัดเตรียมก่อนให้ผู้ป่วยอีกครั้งหนึ่ง
หรือควรจะให้มีการเตรียมน้อยที่สุด ทั้งนี้ในการดำเนินการดังกล่าวควรประสานงานในลักษณะคร่อมสายงานเพื่อลดความซับซ้อนของขั้นตอนการดำเนินงาน
เน้นให้เกิดการใช้เอกสารหรือระบบข้อมูลร่วม
7. การเก็บรักษายา ควรมีการเก็บรักษาภายใต้สภาวะที่เหมาะสมที่ถูกหลักวิชาการทั้งในเรื่องอุณหภูมิ
แสง ความชื้น การถ่ายเทอากาศ ความปลอดภัย และเป็นสัดส่วนและครอบคลุมตั้งแต่หน่วยคลัง
หน่วยบริการ หอผู้ป่วย หรือให้ความรู้และการกระจายยาในภาชนะที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยกลับบ้านและผู้ป่วยนอก
8. ความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา เภสัชกรจะต้องประสานและร่วมมือกับแพทย์และบุคลากรอื่นที่เกี่ยวข้อง
ในการกำหนดนโยบายและวิธีปฏิบัติในการป้องกัน และรายงานความคลาดเคลื่อนด้านยาที่ชัดเจน
การดำเนินการให้มีการเรียนรู้ การวิเคราะห์ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นจากระบบ
และการวางระบบเพื่อการป้องกัน รวมทั้งให้มีการติดตามควบคุมกำกับอย่างต่อเนื่อง
9. การเรียกยาคืน จะต้องมีวิธีการปฏิบัติที่เป็นลายลักษณ์อักษรในการเรียกคืนยาที่ถูกเรียกคืนจากบริษัท
หรือถูกถอนทะเบียน รวมถึงกระบวนการยกเลิกการใช้ยาที่เรียกคืนนั้น
ทั้งนี้รวมถึงการมีแนวทางที่ชัดเจนในการรับคืนยาจากหอผู้ป่วย และผู้ป่วย
10. ผู้แทนยา ควรมีนโยบายที่เป็นลายลักษณ์อักษรในการควบคุมกิจกรรมของบริษัทยา
หรือผู้แทนยา หรือเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่จะมาดำเนินการในโรงพยาบาล
เพื่อป้องกันการส่งเสริมการขายในทางที่ไม่เหมาะสม
11. การใช้ยาตัวอย่างในโรงพยาบาล จะต้องมีระบบในการควบคุมดูแลการใช้ยาตัวอย่างในโรงพยาบาล
โดยเภสัชกรจะต้องร่วมควบคุมดูแลเพื่อให้มั่นใจถึงการเก็บรักษาที่ถูกต้องเป็นสัดส่วน
การรายงานการรับจ่ายยา และติดตามผลการใช้ยาตัวอย่างดังกล่าว
12. เกณฑ์ในการคัดเลือกยา เภสัชกรจะต้องมีส่วนร่สมในการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการคัดเลือกบริษัทผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายยา
เพื่อให้ได้ยาที่มีคุณภาพสูง
13. การจัดการยาต้านมะเร็งและยาอันตรายอื่นๆ จะต้องมีนโยบายและวิธีการปฏิบัติที่เป็นลายลักษณ์อักษรในการควบคุม
เก็บรักษา การเคลื่อนย้าย และการกำจัดยาต้านมะเร็งและยาที่มีอันตรายอื่นๆ
ได้แก่ lethal drugs ต่างๆ
14. ยาที่ต้องมีการควบคุม จะต้องมีระบบที่เหมาะสมรัดกุมในการควบคุมการกระจายและการใช้ยาที่ต้องมีการควบคุมพิเศษ
ยากลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ยาควบคุมพิเศษ และยาเสพติดให้โทษ
ตลอดจนยาที่มีโอกาสนำไปใช้ในทางที่ผิด ฝ่ายเภสัชกรรมจะต้องมีการกำหนดวิธีการปฏิบัติในการเบิก
จ่าย และการเก็บรักษาที่ชัดเจน และถือปฏิบัติโดยมีการตรวจสอบความรัดกุมอย่างสม่ำเสมอ
15. การตรวจสอบยาคงคลัง จะต้องมีการตรวจสอบยาคงคลังทั้งหมดเป็นประจำอย่างน้อยปีละ
3ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มียาหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ รวมทั้งจะต้องมีการประเมินรายงานและการแก้ไขสภาวการณ์ที่จะทำให้ยาเสื่อมสภาพด้วย
16. ยาสำรองในหอผู้ป่วย ยาที่จะอนุญาตให้มีไว้บนหอผู้ป่วยควรกำหนดให้มีน้อยที่สุด
และจำกัดเฉพาะยาที่ใช้กรณีฉุกเฉินโดยมีการควบคุมกำกับและตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ
และควรกำหนดรายการและจำนวนโดยคณะกรรมการเภสัชกรรมและการบำบัด ทั้งนี้จะต้องพิจารณาโอกาสของความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา
การจัดเตรียมและการบริหารยาและอาการข้างเคียงของยาดังกล่าวด้วย
17. ยาฉุกเฉิน การให้บริการกรณีเกิดอุบัติภัย เภสัชกรจะต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดรายการยาฉุกเฉิน
และบทบาทของเภสัชกรในแผนอุบัติภัยต่างๆ
มาตรฐานที่ 5 : อุปกรณ์ สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก และแหล่งข้อสนเทศทางยา
(Facilities, equipment and information resources)
จะต้องมีพื้นที่ อุปกรณ์และวัสดุอย่างเพียงพอ เพื่อให้การบริหารจัดการงานเภสัชกรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
และสามารถให้บริการงานเภสัชกรรมได้อย่างมีคุณภาพ หน่วยงานเภสัชกรรม
ควรตั้งอยู่ในบริเวณที่สะดวกสำหรับที่จะให้บริการผู้ป่วย แพทย์ พยาบาล
หรือบุคลากรอื่น ๆ และมีระบบการขนส่ง หรือติดต่อภายในโรงพยาบาล พื้นที่และอุปกรณ์ในการเก็บรักษายา
ต้องมีขนาดและปริมาณที่เพียงพอที่จะสร้างความปลอดภัย และให้สามารถควบคุมสภาวะแวดล้อมในการเก็บยาได้
ดังนี้
1. การเก็บรักษายา มีสถานที่และระบบในการเก็บรักษายาที่เหมาะสม
เพียงพอ ปลอดภัย และเก็บรักษาในสภาวะที่เหมาะสมที่ถูกหลักวิชาการ
ในเรื่องสุขอนามัย อุณหภูมิ แสงสว่าง ความชื้น การถ่ายเทอากาศ การแยกเก็บเป็นสัดส่วน
และความปลอดภัย
2. การเตรียมและบรรจุยา ควรมีพื้นที่และอุปกรณ์ที่กำหนดแยกไว้เพื่อการเตรียมและบรรจุยาเตรียมปราศจากเชื้อ
และยาอื่น ๆ ที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในโรงพยาบาล และจะต้องมีการควบคุมสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสม
เพื่อให้การทำงานเป็นลำดับต่อเนื่องอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการปนเปื้อนของผลิตภัณฑ์
3. ยาต้านมะเร็งและยาอันตรายอื่น ๆ ควรมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
เครื่องมือที่ใช้ในการเตรียม อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง สถานที่และการจัดการ
สำหรับการกระจายยาดังกล่าว ข้อควรระวัง การเก็บรักษา การเคลื่อนย้าย
และการกำจัดยาต้านมะเร็งและยาอันตรายอื่น ๆ เพื่อความปลอดภัยของบุคลากร
ผู้ป่วยและผู้มาเยี่ยม
4. การบริการข้อสนเทศทางยา จะต้องมีพื้นที่ใช้สอยเพียงพอ
แหล่งข้อสนเทศทางยาที่ทันสมัย และมีระบบการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นที่เอื้อต่อการบริหารข้อมูลด้านยา
5. การให้คำปรึกษาในด้านยาแก่ผู้ป่วย ในหน่วยบริการผู้ป่วยนอก
ควรมีสถานที่ที่เป็นสัดส่วนสำหรับการให้คำปรึกษาในด้านยาแก่ผู้ป่วย
เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเรื่องยาแก่ผู้ป่วยและให้คำแนะนำในผู้ป่วยที่อาจมีปัญหาในการใช้ยา
และเภสัชกรจะต้องมีการให้ข้อมูลที่ครบถ้วนแก่ผู้ป่วยตามมาตรฐานที่องค์กรวิชาชีพกำหนด
6. ระบบคอมพิวเตอร์ มีการนำระบบคอมพิวเตอร์ มาใช้เพื่อช่วยในงานเลขานุการ
สำนักงาน เพื่อบันทึกการใช้ยาของผู้ป่วย ระบบการจัดเก็บเงินของผู้ป่วย
ระบบควบคุมยาคงคลัง เพื่อให้ได้มาซึ่งระบบข้อมูลการใช้ยา ข้อมูลทางคลินิกของผู้ป่วย
เพื่อส่งเสริมการดูแลติดตามผลของยาต่อผู้ป่วย และความต่อเนื่องในการดูแลรักษา
มาตรฐานที่ 6 : การศึกษาวิจัย (Research)
เภสัชกร ควรจะริเริ่มทำการศึกษาวิจัย หรือมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนงานวิจัย
ทั้งทางด้านการแพทย์ และเภสัชกรรมที่เหมาะสมกับเป้าหมาย วัตถุประสงค์
และทรัพยากรของโรงพยาบาล ดังนี้
1. นโยบายและวิธีปฏิบัติงาน เภสัชกรควรจะริเริ่มทำการศึกษาวิจัย
หรือมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนงานวิจัยเพื่อพัฒนาและประเมินงานเภสัชกรรมว่า
มีผลกระทบที่ดีต่อผู้ป่วยและประชาชนที่มารับบริการ สามารถเพิ่มคุณภาพในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยทั้งในด้านความปลอดภัย
ประหยัด และเกิดการใช้ยาที่เหมาะสม เช่น
1) การวิจัยเพื่อประเมินนโยบายและวิธีปฏิบัติงาน เพื่อให้เห็นว่านโยบายและวิธีปฏิบัติงานที่กำหนดขึ้น
เป็นไปเพื่อความปลอดภัยและการใช้ที่เหมาะสม
2) การวิจัยเกี่ยวกับการกระจายและการควบคุม การเก็บรักษา การบรรจุ
การเขียนฉลาก การจ่าย การทำบันทึกการรับ-จ่ายยา เพื่อให้ทราบถึงต้นทุนหรือประสิทธิภาพ
ประสิทธิผลในการจัดการเรื่องต่าง ๆ ของโรงพยาบาล
3) การวิจัยเพื่อประเมินกิจกรรมด้านบริการเภสัชกรรม เภสัชกรรมคลินิก
หรือการบริบาลเภสัชกรรม ว่ากิจกรรมต่าง ๆ ของหน่วยงานเภสัชกรรม
มีผลกระทบที่ดีต่อผู้ป่วยและประชาชนที่รับบริการ และเป็นการเพิ่มคุณภาพในการให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วย
2. คณะกรรมการวิจัยทางคลินิกของโรงพยาบาล เภสัชกรควรจะมีส่วนร่วมเป็นกรรมการของคณะกรรมการวิจัยทางคลินิกของโรงพยาบาล
หากมีการวิจัยยาในขั้นทดลอง หรือการศึกษาวิจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยาในโรงพยาบาล
เภสัชกรจะต้องร่วมจัดทำข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความปลอดภัย การใช้ที่ถูกต้อง
ตลอดจนผลและอาการข้างเคียงของยาที่อาจเกิดขึ้นให้แก่พยาบาล แพทย์
หรือบุคลากรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ประกอบในการบริหารยา การสั่งหรือการจ่ายยา
|