บทความวิชาการ
แนวทางการรักษาและป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี สำหรับเภสัชกร
ชื่อบทความ แนวทางการรักษาและป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี สำหรับเภสัชกร
ผู้เขียนบทความ ภก.นรุตม์ เมืองศิริ, ภญ.ภาวัชญา พิลาวรรณ, ภก.นรุตม์ สำราญวานิช, ผศ.(พิเศษ)ภญ.นิตยา ดาววงศ์ญาติ, ผศ.ดร.ภญ.อุไรวรรณ อกนิตย์
สถาบันหลัก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
รหัสกิจกรรม 1010-1-000-003-07-2569
ผู้ผลิตบทความ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
การเผยแพร่บทความ ผู้ประกอบวิชาชีพทุกคน 
วันที่ได้รับการรับรอง 10 ก.ค. 2569
วันที่หมดอายุ 09 ก.ค. 2570
หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง 2.5 หน่วยกิต
บทคัดย่อ
ไวรัสตับอักเสบบี (hepatitis B virus; HBV) เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญทั่วโลก โดยเฉพาะในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ สูงขึ้นถึง 6 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี จากการเร่งกระบวนการอักเสบ และการเกิดพังผืดในตับ บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสรุปแนวทางการวินิจฉัย การรักษา การติดตามผล และการป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในผู้ติดเชื้อเอชไอวีสำหรับเภสัชกร การคัดกรองแนะนำให้ตรวจ hepatitis B surface antigen (HBsAg), hepatitis B surface antibody (Anti-HBs) และ hepatitis B core antibody (Anti-HBc) ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกราย เพื่อประเมินสถานะการติดเชื้อและภูมิคุ้มกัน สำหรับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีร่วมกับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แนวทางปัจจุบันแนะนำให้เริ่มยาต้านไวรัสในผู้ป่วยทุกราย โดยควรพิจารณา tenofovir alafenamide (TAF)/ emtricitabine (FTC) ก่อน tenofovir disoproxil fumarate (TDF)/ emtricitabine (FTC) เนื่องจากอาจได้ประโยชน์จากการตรวจไม่พบสารเอนติเจนที่ผิวของไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg loss) มากกว่า และตามบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2565 กำหนดให้ TAF เป็นยาขนานแรกในการรักษาตับอักเสบบีเรื้อรัง เพื่อกดการเพิ่มจำนวนของไวรัสทั้งสองชนิด การรักษาต้องมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านไวรัสวิทยา ชีวเคมี และความปลอดภัยจากยา สำหรับการป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ในผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี สามารถให้วัคซีนโดยอาจต้องใช้ขนาดวัคซีนที่สูงขึ้นในผู้ติดเชื้อเอชไอวีในบางกรณี รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการป้องกัน เช่น การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย และการหลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เภสัชกรมีบทบาทสำคัญในการคัดกรอง ประเมินความเหมาะสมของยา ติดตามความร่วมมือในการใช้ยา และให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาและการป้องกัน ลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว
คำสำคัญ