0 2591 9992 กด 4
ccpe@pharmacycouncil.org
หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข้อบังคับ ประกาศ และคู่มือ
การประชุมวิชาการ
บทความวิชาการ
ขั้นตอนและคำขอ
ตรวจสอบหน่วยกิต
คำถามที่พบบ่อย
ติดต่อเรา
บทความวิชาการ
แนวทางการรักษาและป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี สำหรับเภสัชกร
ชื่อบทความ
แนวทางการรักษาและป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี สำหรับเภสัชกร
ผู้เขียนบทความ
ภก.นรุตม์ เมืองศิริ, ภญ.ภาวัชญา พิลาวรรณ, ภก.นรุตม์ สำราญวานิช, ผศ.(พิเศษ)ภญ.นิตยา ดาววงศ์ญาติ, ผศ.ดร.ภญ.อุไรวรรณ อกนิตย์
สถาบันหลัก
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
รหัสกิจกรรม
1010-1-000-003-07-2569
ผู้ผลิตบทความ
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
การเผยแพร่บทความ
ผู้ประกอบวิชาชีพทุกคน
วันที่ได้รับการรับรอง
10 ก.ค. 2569
วันที่หมดอายุ
09 ก.ค. 2570
หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง
2.5 หน่วยกิต
บทคัดย่อ
ไวรัสตับอักเสบบี (hepatitis B virus; HBV) เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญทั่วโลก โดยเฉพาะในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ สูงขึ้นถึง 6 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี จากการเร่งกระบวนการอักเสบ และการเกิดพังผืดในตับ บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสรุปแนวทางการวินิจฉัย การรักษา การติดตามผล และการป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในผู้ติดเชื้อเอชไอวีสำหรับเภสัชกร การคัดกรองแนะนำให้ตรวจ hepatitis B surface antigen (HBsAg), hepatitis B surface antibody (Anti-HBs) และ hepatitis B core antibody (Anti-HBc) ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกราย เพื่อประเมินสถานะการติดเชื้อและภูมิคุ้มกัน สำหรับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีร่วมกับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แนวทางปัจจุบันแนะนำให้เริ่มยาต้านไวรัสในผู้ป่วยทุกราย โดยควรพิจารณา tenofovir alafenamide (TAF)/ emtricitabine (FTC) ก่อน tenofovir disoproxil fumarate (TDF)/ emtricitabine (FTC) เนื่องจากอาจได้ประโยชน์จากการตรวจไม่พบสารเอนติเจนที่ผิวของไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg loss) มากกว่า และตามบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2565 กำหนดให้ TAF เป็นยาขนานแรกในการรักษาตับอักเสบบีเรื้อรัง เพื่อกดการเพิ่มจำนวนของไวรัสทั้งสองชนิด การรักษาต้องมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านไวรัสวิทยา ชีวเคมี และความปลอดภัยจากยา สำหรับการป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ในผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี สามารถให้วัคซีนโดยอาจต้องใช้ขนาดวัคซีนที่สูงขึ้นในผู้ติดเชื้อเอชไอวีในบางกรณี รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการป้องกัน เช่น การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย และการหลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เภสัชกรมีบทบาทสำคัญในการคัดกรอง ประเมินความเหมาะสมของยา ติดตามความร่วมมือในการใช้ยา และให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาและการป้องกัน ลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว
คำสำคัญ