หลักการและเหตุผล
ปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ ทำให้มีผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ จำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมากทำให้ความต้องการในการใช้ยารักษาโรคมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้มีการแข่งขันในอุตสาหกรรมยาอย่างมาก โดยเฉพาะยาสามัญ (generic drugs) ซึ่งมีทั้งยาที่ผลิตในประเทศ รวมถึงยาสามัญที่นำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมาจากแหล่งผลิตที่หลากหลายและมีการแข่งขันด้านราคาค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตามยาเหล่านั้นจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ายามีคุณภาพเนื่องจากคุณภาพยามีสำคัญต่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการรักษาโรค โดยข้อมูลการศึกษาที่สำคัญที่บริษัทยาต้องทำการศึกษาเพื่อพิสูจน์เรื่องความเท่าเทียมในการรักษา (therapeutic equivalence) ของยาสามัญเมื่อเปรียบเทียบกับยาต้นแบบคือการศึกษาชีวสมมูล (bioequivalence study, BE) เพื่อประกันว่ายาสามัญจะมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยไม่ต่างจากยาต้นแบบ นอกจากนี้บริษัทยาต้องกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของยา (drug specification) เพื่อเป็นการประกันคุณภาพของยาว่ายาจะมีคุณภาพตาม drug specification ที่กำหนดไว้ ในการคัดเลือกยาเข้าสู่บัญชียาของโรงพยาบาลเภสัชกรเป็นผู้ทำหน้าที่หลักโดยเภสัชกรต้องกำหนดทั้งคุณลักษณะเฉพาะของยาที่ต้องการจัดซื้อ รวมถึงกำหนดคุณสมบัติอื่น ๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการคัดเลือกยา ซึ่งในการดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ เภสัชกรจะต้องทำการประเมินเอกสารด้านคุณภาพของยา เช่น ใบรับรองผลการวิเคราะห์ (certificate of analysis, CoA) ผลการศึกษาชีวสมมูล ผลการศึกษาความคงตัว เพื่อที่จะคัดเลือกยาที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมไว้ใช้ในโรงพยาบาล
ดังนั้นคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตระหนักถึงความสำคัญของยาสามัญที่มีต่อระบบสุขภาพของประเทศไทย จึงเห็นสมควรจัดประชุมวิชาการด้านคุณภาพยาในประเด็น bioequivalence study และ drug specification เพื่อพัฒนาศักยภาพของเภสัชกรในการประเมินเอกสารด้านคุณภาพยาซึ่งเภสัชกรต้องอาศัยองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เภสัชกรรม รวมถึงควรทราบถึงข้อกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ เพื่อที่เภสัชกรจะสามารถนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์กับการคัดเลือกและจัดซื้อจัดหายาที่มีคุณภาพ และช่วยประหยัดงบประมาณด้านยาให้กับระบบสุขภาพของประเทศ รวมทั้งเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิชาการ เภสัชกรที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล หรือเภสัชกรจากโรงงานยาต่าง ๆ ทั่วประเทศ